เนื่องจากได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแล็ต กับ house paepae และ fantastica แล้วได้บังเกิดอารมณ์อยากจะวิเคราะห์ขึ้นมา ก็คงเป็นเพราะการนำเสนอตัวละครที่มีลักษณะสุดขั้วในด้านต่างๆกัน ทำให้อดไม่ได้ที่จะใช้เป็นกระจกสะท้อนถึงเด็ก(และไม่ค่อยจะเด็ก)ในสมัยนี้ แม้เรื่องราวจะถูกแต่งขึ้นนานมาแล้ว แต่ลักษณะเด่นของตัวละครเหล่านี้ก็คงปรากฏให้เห็นอยู่เสมอมา ในส่วนเนื้อเรื่อง หรือการแสดง ความสวยงามของฉาก และความไพเราะของบทเพลง ก็สามารถหาชมได้จากบทวิจารณ์ เช่น Charlie and the Chocolate Factory , Charlie and the Chocolate Factory : โรงงานแห่งความหลัง เป็นต้น (รู้สึกเหมือนมาแจกลิงค์เลยนะ พอละๆ) เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

ออกัสตัส กลูป (Augustus Gloop)

เด็กชายจอมตะกละ ผู้ทีไม่เคยหยุดการกิน ตลอดเวลาที่เห็นเขาจะต้องเห็นขณะกำลังกินขนมอยู่ และไม่มีสิ่งใดที่เขาสนใจมากไปกว่าการกิน

แน่นอนว่าตั๋วเยี่ยมชมโรงงาน 5 ใบนั้นจะต้องตกอยู่ในมือ(หรือในปาก?) ของเขาสักใบเป็นแน่แท้ เนื่องจากเขาเป็นลูกค้าชั้นดีของวองก้าขนาดนั้น

ในด้านครอบครัวของเขา แม่ของออกัสตัสที่มาเป็นผู้ปกครองด้วยก็ไม่ได้ต่างกัน แทนที่จะห้ามปรามกับส่งเสริม ทำให้ไม่มีสิ่งใดในชีวิตของออกัสตัสเลยนอกจากการกิน ทำให้เขาไม่สามารถยับยั้งชั่งใจจากของกินได้ และสุดท้ายก็นำภัยมาสู่ตัวเอง

ข้อคิด

ตะกละก็คืออีกรูปแบบหนึ่งของกิเลศ เมื่อไม่สามารถควบคุมตัวให้หักห้ามใจได้ สักวันก็ต้องเสียใจในสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไป


ไวโอเล็ต โบรีการ์ด (Violet Beauregarde)

เด็กผู้หญิงที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ผู้เป็นเจ้าของสถิติเขี้ยวหมากฝรั่งยาวนานที่สุดในโลก และเธอยังคงเคี้ยวอยู่ต่อไปเพื่อคำว่า ผู้ชนะ ของเธอ

เมื่อเธอได้ตั๋วทองมา ก็ตั้งปณิธานว่าจะคว้ารางวัลพิเศษ ที่มีเพียง1ใน5คนเท่านั้นจะได้รับ โดยไม่สนใจว่ารางวัลคืออะไร แต่ขอเพียงเป็นผู้ชนะเท่านั้นก็เพียงพอ

สิ่งที่มีส่วนผลักดันให้เธอเป็นเช่นนี้ก็คือแม่ของเธอ การตั้งเป้าหมายเพื่อที่จะเป็นผู้ชนะในทุกๆอย่าง และการที่ได้ถ้วยรางวัลมาก็ทำให้เธอหยิ่งลำพอง มองไม่เห็นหัวคนอื่นๆ เพราะคำว่าผู้ชนะคือทุกสิ่ง ดังนั้นทุกคนก็จะเป็น ผู้แพ้สำหรับเธอ

ข้อคิด

แม้การแข่งขันย่อมต้องมองถึงชัยชนะ แต่ถ้าชัยชนะนั้นได้มากลับทำให้มองคนอื่นด้อยกว่าตัวเองไปหมด เป็นผู้แพ้สำหรับเธอ เมื่อเป้าหมายมีแต่ถ้วยรางวัลเท่านั้น ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นผู้ชนะที่แท้จริง เมื่อปราศจากน้ำใจนักกีฬา


เวรูก้า ซอลท์ (Veruca Salt)

เด็กผู้หญิงที่เอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ เมื่อทุกสิ่งที่เธออยากได้สามารถหามาได้ตามต้องการทุกครั้ง ไม่ว่าเธอจะร้องขอสิ่งใดพ่อของเธอก็จะหามาให้เสมอ

และแน่นอนเมื่อเธออยากได้ตั๋ว เธอก็ต้องได้ พ่อของเธอลงทุนใช้พนักงานในโรงงานทั้งหมดแกะห่อช็อกโกแล็ตถึง 3 วันก็ได้มันมา แต่แทนที่เธอจะดีใจ เธอกลับขอลูกม้าอีก 1 ตัว

พ่อของเธอมีส่วนอย่างมากในการทำให้เธอมีนิสัยแบบนี้ เนื่องจากการตามใจลูกสาวตลอดไม่ว่าเธอจะอยากได้อะไร ก็จะหามาให้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งไหนเธอก็คิดว่าสามารถเอามาไว้ครอบครองได้ทุกอย่าง

ข้อคิด

ทุกๆอย่างในโลกนี้ใช่ว่าจะหามาไว้ครอบครองด้วยเงินตรา และอำนาจ เมื่อความต้องการไม่จำกัดและยังถูกตอบสนองอยู่เสมอๆ ทำให้ความเป็นจริงในเรื่องนี้ถูกมองข้ามไป เมื่ออยากจะได้ก็ได้มาง่ายก็ทำให้มองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น


ไมค์ ทีวี (Mike Teavee)

เด็กที่มีความฉลาดกว่าเด็กทั่วๆไป(เกินกว่าผู้ใหญ่บางคนด้วย) ทำให้รู้สึกว่าตนเหนือกว่าใครๆ และยังแสดงท่าทีโอ้อวด ยกตนข่มผู้อื่นเสมอๆ

จากการคำนวณอย่างแม่นยำ เขาก็สามารถซื้อช็อกโกแล็ต ที่มีตั๋วรางวัลอยู่เพียงการซื้อแค่แท่งเดียวเท่านั้น

สิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรก็คือการเล่นวิดีโอเกม ด้วยความฉลาดที่มีเหนือคนทั่วไปทำให้มีนิสัยที่ชอบโอ้อวด เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างของเด็กเกรียนในยุคนี้เลยทีเดียว แม้แต่พ่อของเขาก็ไม่อาจจะพูดอะไรได้ เพราะเขาก็ตามความคิดของไมค์ไม่ทัน และไมค์ก็ไม่เคยรับฟังเขาเลย

ข้อคิด

แม้ว่าตัวเองจะมีความรู้ความสามารถมากมาย แต่สิ่งนั้นกลับทำให้รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นๆ และเลือกที่จะไม่รับรู้และไม่ยอมรับความคิดของคนอื่นๆ ก็เปรียบเสมือนกบในกะลา และยังทำตัวแบบน้ำล้นแก้ว มองว่าความคิดของคนอื่นๆด้อยกว่าตน ก็ไม่อาจทำให้ความรู้ที่มีอยู่เพิ่มพูนขึ้นได้


ชาร์ลี บัคเก็ต (Charlie Bucket)

เด็กที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างในอุดมคติ สิ่งที่แสดงออกมาอย่างเด่นชัดคือความรักที่มีต่อครอบครัว และทุกคนในครอบครัวบัคเก็ตก็อยู่ด้วยกับอย่างอบอุ่น แม้ว่าจะยากจนมาก แต่ก็ไม่อาจทำให้ความรักของทุกๆคนลดน้อยลงเลย

เรียกได้ว่าเป็นความโชคดีอย่างแท้จริงที่ทำให้เขาได้ตั๋วใบสุดท้าย เพราะความยากจนของเขาทำให้เขาสามารถซื้อช็อกโกแล็ตได้เพียง 1 แท่งต่อปี แม้จะพลาดโอกาสในครั้งแรก ปู่โจก็ให้เงินเก็บลับๆเพื่อไปซื้อมาอีก แต่ก็ยังพลาดอีก จนกระทั่งเขาเก็บเงินได้โดยบังเอิญ และครั้งนี้เองที่ได้

แม้ว่าเขาจะใฝ่ฝันที่จะไปยังโรงงานช็อกโกแล็ตมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังคิดที่จะขายตั๋วใบนี้เพื่อนำเงินมาช่วยค่าใช้จ่ายของครอบครัว แต่แล้วก็ได้ข้อคิดที่ว่า เงินมีอยู่ข้างนอกมากมายเขาพิมพ์เพิ่มอยู่ทุกวัน แต่ตั๋วใบนี้มีแค่ 5 ใบเท่านั้นในโลกนี้ และจะมีเพียงเท่านี้ตลอดไป ดังนั้นการเลือกเงินจึงเป็นความคิดที่ผิดมาก

ข้อคิด

คนที่คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง และมองเห็นความสำคัญของคนอื่นๆก่อนเสมอ เป็นสิ่งที่เด็กๆสมัยนี้(รวมไปถึงผู้ใหญ่ด้วย) ควรมี และเหนือสิ่งอื่นใดครอบครัวก็เป็นสิ่งที่สร้างนิสัยที่ดีให้กับเด็กๆ จะเห็นได้ว่าครอบครัวนั้นสำคัญกับชาร์ลีมากแค่ไหน แม้ว่าข้อเสนอคือโรงงานช็อกโกแล็ตที่เขาใฝ่ฝัน แต่ก็ไม่อาจแลกกับครอบครัวของเขาได้


วิลลี่ วองก้า (Willy Wonka)

เขาคือเจ้าของโรงงานช็อกโกเล็ตที่แสนมหัศจรรย์ ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความเป็นอัจฉริยะในการผลิตขนมหวานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมที่ละลายช้าแม้จะตั้งตากแดดไว้ หมากฝรั่งที่รสชาติไม่จืดจางลง เป็นต้น

เขาตระหนักถึงสิ่งที่เขาสร้างเอาไว้และต้องการจะหาทายาทสืบทอดกิจการของเขา จึงได้ใช้ตั๋วรางวัล 5 ใบสุ่มเลือกเด็กๆผู้โชคดีจากทั่วโลก เพื่อมาคัดเลือกเป็นผู้สืบทอด

แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่อาจทำให้เขารู้สึกพอใจ ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งใดที่เขาต้องการอีกในเมื่อเขามีพร้อมทุกอย่างแล้ว ทั้งโรงงานของเขา และขนมของเขา

สิ่งที่เขาขาดไปและกลับนึกถึงขึ้นมาได้อีกครั้งเพราะชาร์ลี สิ่งที่เขาต้องการก็คือครอบครัว พ่อของเขาที่เป็นหมอฟันที่เข้มงวด ทำให้ความฝันที่จะเป็นเจ้าของขนมหวานของเขามีอุปสรรค์ เขาเลือกที่จะทิ้งพ่อของเขาไปเพื่อเดินทางไปยังเส้นทางที่ตัวเองเลือกไว้

แต่สุดท้ายแล้วสายใยก็ตัดไม่ขาด พ่อของเขาแม้ว่าจะเกลียดขนมหวานแค่ไหน แต่ความสำเร็จของลูกชายก็ทำให้เขาภูมิใจเสมอๆ

ข้อคิด

เมื่อคนเรายืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของความฝัน ความสำเร็จตรงนี้จะไร้ความหมายหากปราศจากบุคคลที่เรารักร่วมชื่นชมไปกับมัน และความสำเร็จนี้จะกลายเป็นเพียงอดีตเท่านั้นหากขาดผู้สืบทอดสานต่อ และสิ่งที่จะทำให้เติมเต็มจุดนี้ได้ก็คือ ครอบครัวนั่นเอง

ท้ายที่สุด วิลลี่ วองก้า ก็พบกับสิ่งที่สำคัญยิ่งใหญ่กว่าผู้สืบทอดความสำเร็จของตัวเอง นั่นคือครอบครัวนั่นเอง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อ้ะ จับประเด็นได้เยี่ยมครับ
ผมดูแล้วชอบเรื่องนี้มากในช่วงแรก มันทำให้เห็นความอบอุ่นของสิ่งที่เรียกว่า"ครอบครัว"จริงๆ
และสื่อให้เห็นถึง นิสัยของเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
(ความจริงตรงนี้หลังจากดูจบถึงเข้าใจว่าเขาสื่อถึงจุดนี้)
ปล.สรุปชาร์ลีเป็น"คนๆเดียว"ที่มีนิสัยดีที่สุดในเรื่องนี้สินะ แต่ยังไงซะผมก็ชอบจอห์นนี่ เดปป์ที่สุดแล้ว แสดงเป็นวิลลี่คองก้าได้เก่งจริงๆ ตีบทแตก!~

#1 By chonchonjung on 2005-09-13 19:53

"คนที่ไม่แสวงหาอะไรย่อมได้ทุกอย่าง" - เอ็ดเวิร์ด อาร์โนลด์

ที่จริงแล้วพี่เขียนคล้ายกับที่ผมอยากจะเขียนเลยครับ แต่ของผมเขียนแบบไม่มี spoiler ไง เอาไว้ผมจะ link มาหาของพี่นะสำหรับคนที่ไม่กลัว spoiler

#2 By P.S. on 2005-09-13 19:56

ผมยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลยยยอ่ะ
ไม่มีเวลาเลย

ไว้ดูก่อน เด๋วจะมาอ่านอีกรอบ

#3 By Bighead on 2005-09-14 00:00

ยังไม่ได้ดูเลยอ่ะ

#4 By ~นู๋ติ๊ก~ on 2005-09-14 12:29

เรื่องนี้ได้อ่านเมื่อนานมาแล้ว

อยากดูหนังจังค่ะ เพื่อความเพลิดเพลินอย่างเดียวเลย เพราะการวิเคราะห์นี่ พี่ทำได้เยี่ยมเลยค่ะ

เหมือนที่เราคิดเลย

#5 By Na - th (นัท) on 2005-09-16 23:56

lindo lindO!!
ameeiiii
^^

#6 By mih (200.97.201.83) on 2006-01-08 01:48

ขอบใจให้ข้อคิดด้วย อ่านไปด้วยสนุก
ดีจัง

#7 By มด (58.136.202.83) on 2006-02-19 17:11